ปัญหาเศรษฐกิจของประชาชนในภาพรวมที่ควรแก้ไข

ปัญหาเศรษฐกิจของประเทศไทยเกิดปัญหากับคนจนมากที่สุด ส่วนในระดับอื่น ๆ ก็ได้รับผลกระทบเช่นกัน รวมทั้งภาคธุรกิจเอกชนก็ประสบปัญหาการขาดทุน หรือมีต้นทุนสูง ซึ่งพอจะสรุปได้ดงนี้
    1. ระดับรากหญ้า  ที่รายได้เฉลี่ยต่อหัวประมาณ 150-200 บาทต่อวัน  พบว่ากรรมกรจะต้องเลี้ยงดูลูกหลาน หรือเรียนหนังสือ  โดยค่าใช้จ่ายเช่นข้าวแกงจานละ 30-40 บาท ทำให้กรรมกรเคยกินข้าวแกงวันละ 3 มื้อกลายเป็นทานข้าวแกงวันละ 2 มื้อ ค่าเดินทางพาหนะค่อนข้างราคาแพงอันเนื่องจากราคาน้ำมันแพง  ทำ ให้คุณภาพชีวิตของบุคคลที่เป็นรากหญ้าอยู่ในสภาพลำบากเดือดร้อน รวมทั้งคนจนชายขอบที่จนกว่านี้ และรวมถึงคนว่างงาน หรือผู้ประสบปัญหาผลผลิตทางเกษตรมีปัญหา
   2. ผู้ปฏิบัติงานที่อยู่ในเขตกรุงเทพมหานคร ไม่ว่าจะทำงานเกี่ยวกับอาชีพรับราชการ หรืองานเอกชน  หากทำงานห่างไกลจากสถานที่ทำงาน สมมติว่าเงินเดือนเฉลี่ยประมาณ 10,000-12,000 บาท ค่าอาหารวันละ 120 บาท (3,600 บาท/เดือน) ค่ารถไปกลับประมาณ 40-50 บาทต่อวัน (1,200 บาท/เดือน) ค่าเช่าหรือผ่อนซื้อประมาณ 3,000 บาท/เดือน ค่าใช้จ่ายอื่น ๆ ประมาณ 2,000 บาท/เดือน คิดแล้วใช้จ่ายประมาณ 8,600 บาท/เดือน  หาก มีครอบครัวสำหรับสามีภรรยาที่ทำงานเพียงคนเดียวก็ไม่สามารถเลี้ยงครอบ ครัวได้ หรือถ้ามีลูกก็จะกลายเป็นติดลบ หากเงินเดือนต่ำกว่าหมื่นก็อยู่ในฐานะแทบจะมีหนี้สินติดตัว โดยเฉพาะหนี้บัตรเครดิต
   3. ผู้ประกอบธุรกิจ ประสบปัญหาจากการเมืองที่วุ่นวายพอสมควร ซึ่งรัฐบาลที่ผ่านมาควรจัดการให้เิกิดความสงบในทางบวก  แต่ การณ์ปรากฎว่าการจัดการความสงบไม่สามารถทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ แต่กลับเพิ่มอัตราความรุนแรง และเป็นปัญหาที่ตามมาอย่างไม่สิ้นสุด ทำให้นักธุรกิจประสบปัญหาการขาดทุนเนื่องจากต้นทุนธุรกิจสูงขึ้นไม่ว่าจะ เป็นวัตถุดิบ, ราคาน้ำมัน,ค่าแรง ในขณะที่การดำเนินธุรกิจอยู่ในสภาพทรงตัว  มีเพียงบางธุรกิจเท่านั้นที่มีการสั่งซื้อได้มาก  แต่นั่นก็คือมีลักษณะการกระจุกตัวของรายได้
   4. ผู้ประกอบอาชีพอื่น ๆ ที่ไม่รายได้จากการว่าจ้าง เช่นอาชีพขาย  จากการที่ประชาชนรัดเข็มขัด การสั่งซื้อสินค้าในรูปแบบ MLM ไม่คึกคัก  แต่มีลักษณะพอจะมีรายได้บ้าง  แต่เนื่องจากต้นทุนการดำเนินชีวิตค่อนข้างสูง ทำให้อาจไม่เพียงพอต่อการใช้จ่าย
   5. มีเพียงอาชีพเดียวที่มีโอกาส และมีชีวิตที่ดีก็คือนักการเมืองในฝ่ายรัฐบาล  ซึ่งจะพบว่างบประมาณปีหนึ่ง ๆ รวมทั้งเงินกู้  พบว่าเงินต่าง ๆ จำนวนมากไม่ค่อยได้ตกไปยังประชาชนเ่ท่าที่ควร ซึ่งแสดงว่านโยบายเศรษฐกิจไม่สามารถกระตุ้นเศรษฐกิจในภาพรวมได้   
      ดังนั้น การที่รัฐบาลใหม่จะดำเนินการเศรษฐกิจที่ทำให้ประชาชนมีชีวิตที่ดีขึ้นได้ ดังนี้
      1. การลดราคาน้ำมัน เนื่องจากประเทศไทยเป็นผู้ผลิตน้ำมัน และส่งออกไปบางส่วน การลดน้ำมันจะอยู่ระหว่าง 5-10 บาทต่อลิตร  โดยใช้การหาเงินชดเชยกองทุนน้ำมัน ซึ่งถ้าหากลดราคาน้ำมันได้จะทำให้ราคาสินค้าลดลง
      2. จัดให้มีสินค้าราคาถูก เช่นสหกรณ์สินค้าราคาถูกทั่วประเทศ โดยลดปัญหาพ่อค้าคนกลางในการจัดซื้อเป็นช่วง ๆ ทำให้ราคาสินค้าถูกกำหนดในราคาที่สูง  ทำให้ราคาไม่สะท้อนความเป็นจริง และเกิดการกักตุนสินค้า  หรืออาจเป็น Minimart สินค้าราคาถูก ฯลฯ
      3. การปรับเงินเดือนลูกจ้างระดับปริญญาตรี 15,000 บาท นับว่าจะช่วยให้ประชาชนมีรายได้เหลือจากการปฏิบัติงาน
      4. การปรับค่าทางด่วน เป็น 20 บาทตลอดสาย นับว่าเป็นมาตรการที่ดี และลดค่าครองชีพในการเดินทางไปทำงาน หรือติดต่อธุรกิจ
      5. เพิ่มเงินกองทุนหมู่บ้าน เพื่อผลักดันสินค้าโอท้อป ให้เป็นสินค้าที่ผลิตโดยประชาชน ทั่วทุกตำบลโดยรื้อฟื้นการผลิตใหม่ หาตลาดใหม่ และสร้างมาตรฐานสินค้าที่ยกระดับ
      6. ขยายเมืองใหม่ในจังหวัดหลัก ๆ ทั่วประเทศ เพื่อให้เกิดการกระตุ้นเศรษฐกิจ, การจ้างงาน
 ส่งเสริมทุนประกอบการจากต่างประเทศมาร่วมทุน สร้างเมือง หรือการลงทุนธุรกิจ ฯลฯ
      7. เปิดการจำหน่ายสินค้าตามชายแดน โดยการเป็นมิตรกับประเทศเพื่อนบ้าน และ่ส่งเสริมความสงบของบ้านเมือง รวมทั้ง 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ให้เข้ามามีส่วนร่วมทางการปกครองในเขตนี้ เพื่อสร้างความสันติสุขใน 3 จังหวัดนี้ ด้วยความจริงใจ และเข้าถึงปัญหาได้อย่างดี
      8. ส่งเสริมผู้ประกอบการขนาดจิ๋ว หรือขนาดย่อมให้มีการกู้ยืมเพื่อประกอบธุรกิจ  โดย ร่วมกับประเทศที่เกี่ยวข้องเพื่อให้เกิดการจ้างงาน และพันธมิตรธุรกิจในลักษณะธุรกิจขนาดเล็กพึ่งพาธุรกิจขนาดใหญ่ ในลักษณะให้ธุรกิจมีการจ้างเหมางาน, จ้างเหมาบริการทั้งภาคธุรกิจ และภาครัฐ
      9. จำกัดจำนวนข้าราชการประเทศให้น้อยที่สุด  ปล่อยให้ภาคเอกชนดำเนินการได้อย่างเสรี ขจัดปัญหาการกินใต้โต๊ะ,ค่าน้ำร้อนน้ำชา, ค่าคอมมิชชั่น ฯลฯ
     10. สร้างสวัสดิการทั้งแผ่นดิน ภายใต้การลงทุนของภาครัฐ เช่นการผลิตน้ำมัน, การผลิตทางเกษตรตามความต้องการตลาดโลก, กำไรจากค่าทางด่วน, การทำเหมือนแร่เช่นทองคำ, แร่อื่น ๆ
กำไรจากรัฐวิสาหกิจ  และที่สำคัญที่สุดการขจัดปัญหาคอรัปชั่น ในลักษณะกระจายประโยชน์เป็นสวัสดิการภาครัฐ และสวัสดิการภาคประชาชนทั้งประเทศ  โดย การลงทุนของรัฐขนาดใหญ่เช่นการลงทุนสร้างตึกขนาดใหญ่เพื่อธุรกิจ และเชิญต่างชาติมาลงทุน ในลักษณะสร้างเมืองใหม่ หรือเมืองใหม่ขนาดย่อมตามจังหวัดสำคัญ ๆ ทั่วประเทศ
     11. ส่งเสริมการท่องเที่ยวทั่วประเทศ และเชื่อมโยงเครือข่ายการท่องเที่ยวทั่วอินโดจีน โดยประเทศไทยเป็นหน้าด่านสำคัญในการท่องเที่ยวแบบ package tour ส่งเสริมการท่องเที่ยวสุขภาพอย่างเป็นระบบ   ขจัด ปัญหาการซื้อขายสินค้าที่มีการซ้ำกัน ในระบบสินค้าท่องเที่ยวโดยออกกฎหมายการท่องเที่ยวเพื่อส่งเสริมการขายสินค้า ราคาแพง ทำให้ชาวต่างชาติเข็ดขยาดต่อราคาสินค้า และการชาร์ตราคาสินค้า   เป็นการสร้างภาพพจน์ืที่ดีของประเทศ
    12. การขยายพื้นที่การบินของไทยให้มีลักษณะเพิ่มเที่ยวบิน, เพิ่มสนามบินจังหวัดสำคัญ ๆ ที่ควรมีเช่นสนามบินจังหวัดนครราชสีมา, จังหวัดน่านหรือ จัดให้มีรถไฟความเร็วด่วนเพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวของชาวต่างชาติทั่ว ประเทศ ในลักษณะที่ประเทศไทยมีการลงทุนน้อยที่สุด แต่ได้รับผลจากการลงทุนในปัจจุบันในลักษณะพันธมิตรกับต่างประเทศ
    13. ส่งเสริมนักวิชาการเศรษฐกิจ, การเงิน, เป็น สถาบันรวมมันสมองช่วยกันคิดวิเคราะห์ และแก้ปัญหาอย่างเป็นระบบ เพื่อให้นักวิชาการได้รับเกียรติ และใช้ความรู้ที่มีอยู่มาช่วยชาติบ้านเมืองให้มากขึ้น   ซึ่งเรื่องนี้ควรส่งเสริมอย่างยิ่ง เหมือนกับมีอัศวินโต๊ะกลมในการรับฟังเกี่ยวกับแนวทางเศรษฐกิจให้ดียิ่ง ๆ ขึ้น

ความคิดเห็น

โพสต์ยอดนิยมจากบล็อกนี้

ทักษะที่จำเป็นสำหรับผู้นำยุคดิจิตอล/AI

หลักสูตรศรีธนญชัยแบบไทย ๆ ที่ได้จาก AI