Wednesday, February 22, 2012

การเปลี่ยนแปลงรัฐธรรมนูญเพื่อประชาธิปไตย

  
          
            การต่อสู้ดิ้นรนของบุคคลบางกลุ่มเพื่อขัดขวางการเปลี่ยนแปลงการปกครองแบบประชาธิปไตยนั้นสะท้อนถึงแนวคิดของการไม่ยอมรับการเปลี่ยนแปลงกับปัญหาที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน จริงๆแล้วกลุ่มต่าง ๆที่เรียกร้องในลักษณะคล้ายคลึงกันน่าจะมานั่งจับเข่าคุยกัน ในลักษณะของการใช้เวทีเพื่อแสดงการสนทนาเพื่อแลกเปลี่ยนความคิดกัน  มิใช่มีลักษณะพูดกันคนละฝ่าย คิดกันไปกันคนละทางย่อมไม่สามารถจะทำให้เกิดความเข้าใจร่วมกันได้   ประชาธิปไตยต้องอาศัยความจริงใจในการแก้ปัญหาร่วมกัน คนไทยเราน่าจะคุยกันได้เพื่อปรับทัศนคติต่อกัน มิใช่เป็นทำนองของการยั่วยุหรือข่มขู่ให้เกิดความแตกแยกทางความคิด  ซึ่งเป็นสิ่งที่แปลกประหลาดในกลุ่มบุคคลที่ปรารถนาประชาธิปไตยแต่มีความคิดในทางปฏิบัติแตกเป็นสองขั้วนั้น  การที่มีผู้นำเพียงไม่กี่คนออกมาปลุกเร้า หรือโจมตีทั้ง ๆ ที่ไม่รู้ว่าสิ่งที่โจมตีนั้นเป็นเรื่องจริงหรือเรื่องเท็จ  ทำให้สังคมเกิดความกังขาและงุนงงสับสนและไม่เข้าใจประเด็นเนื้อหา กรอบการมองเรื่องประชาธิปไตยที่แตกต่างนั้นมิใช่เป็นเรืองที่ผิดปรกติธรรมดา  และควรยึดมั่นในหลักการประชาธิปไตยไม่ควรติดยึดตัวบุคคล   หากส่วนรวมได้รับประโยชน์ที่ดีก็ควรน้อมรับ  แต่การมุ่งโจมตีตัวบุคคลโดยไม่สนใจต่อหลักการประชาธิปไตย ทำให้สังคมไทยมีความสั่นคลอนต่อการอยู่ร่วมกันอย่างสงบสันติ  ควรเว้นอคติหรือความลำเอียงส่วนบุคคล การที่บางคนเคยเสียผลประโยชน์นำมาซึ่งอคติที่เกิดขึ้น และไม่ได้ช่วยให้สังคมประเทศไทยมีความสมานสามัคคีได้   ต้องยอมรับกันว่าการรัฐประหารและรื้อแก้โดยไม่ฟังเสียงราษฎรส่วนใหญ่ของประเทศนั้น เป็นแนวคิดที่ไม่ถูกต้องตามหลักการสากลประการใด  ประเทศที่มีการปกครองแบบประชาธิปไตยนั้น อำนาจที่แท้จริงเป็นของปวงชนชาวไทยทั้งมวล แต่มิใช่อำนาจนั้นเป็นของกลุ่มบุคคลที่อาศัยเบื้องสูงมากำหนดอำนาจ และใช้อำนาจไปในทางที่ไม่สร้างสรรค์ย่อมขัดกับหลักการประชาธิปไตยในเรื่องความมีเสรีภาพ, ความเท่าเทียมกันและหลักการภราดรภาพ ทำให้ประชาชนคนยากจนหรือรากหญ้ากลายเป็นบุคคลที่ไร้ความหมาย และไม่มีอำนาจอะไรเหลือเลย แม้แต่กระทั่งรัฐบาลที่ได้เสียงจากประชาชนอันเป็นเสียงส่วนใหญ่  ก็ยังต่้อต้านไม่รับฟังโดยเข้าใจไปในทางที่คิดว่าไปช่วยเหลือบุคคลเพียงคนเดียวนั้น นับว่าเป็นอคติอย่างมหันต์ต่อความเป็นมนุษย์ร่วมกันในสังคมประชาธิปไตย  การรังเกียจเดียดฉันท์บุคคลที่เคยทำคุณประโยชน์ต่อสังคม และประชาชนส่วนใหญ่ที่เคารพ และยอมรับนั้นมิใช่เป็นความผิดของราษฎร นับเป็นการสวนกระแสสังคมอย่างยิ่ง และทำให้สังคมไทยไม่ก้าวไปข้างหน้า เพราะมัวแต่มาพะวักพะวนกับสิ่งที่ไม่ได้ช่วยให้ประเทศไทยนี้เจริญขึ้นแต่ประการใด  และทำให้การลงทุนต่างชาติประสบปัญหาเศรษฐกิจ ซึ่งประเทศไทยต้องรีบฟื้นเศรษฐกิจขึ้นมา   ประเทศไม่ได้ปกครองแบบประชาธิปไตยอย่างเดียว แต่เรื่องเศรษฐกิจก็มีความสำคัญไม่ยิ่งหย่อน   หากกลุ่มบุคคลบางกลุ่มที่ขัดขวางแนวทางประชาธิปไตยของประชาชนก็เท่ากับไม่ได้คำนึงถึงส่วนรวม และการมีสัมมาทิฐิต่อสิ่งที่ถูกต้องและถูกแนวทางจึงเป็นสิ่งสำคัญที่ประชาชนต้องการให้ประเทศเดินไปข้างหน้า  ไม่ควรมีการรับจ้างเพื่อการปลุกระดมมวลชนอย่างไม่สร้างสรรค์ หรือการลงขันเพื่อล้มประชาธิปไตยของประชาชน นั่นเท่ากับว่าเป็นการไม่คำนึงถึงส่วนรวมอย่างแท้จริง  แต่้เป็นการคำนึงถึงผลประโยชน์ของตนเอง  ดังนั้นวิสัยทัศน์การเมืองประชาธิปไตยนั้นก็มีความสำคัญไม่ยิ่งหย่อน  หากรัฐธรรมนุญมีการวางรากฐานเป็นอย่างดี และไม่ใช่ช่องทางเพื่อการแสวงหาอำนาจ หรือปูทางเข้าสู่อำนาจ อันเนื่องจากประชาชนส่วนใหญ่ไม่สนับสนุน  ทำให้กลุ่มบุคคลบางกลุ่มพยายามใช้อำนาจในทางลัดที่เป็นมิจฉาทิฐิ ซึ่งเป็นการขาดธรรมะทางด้านประชาธิปไตย  ย่อมไม่สามารถมีอำนาจได้อย่างยั่งยืน  ท้ายที่สุดก็สังคมก็จะไม่ยอมรับ และไม่สามารถยืนยงคงกระพันได้ในท้ายที่สุด

No comments:

Post a Comment