หลักสูตรศรีธนญชัยแบบไทย ๆ ที่ได้จาก AI
"หลักสูตรศรีธนญชัยทางการเมือง" (The Sri Thanonchai Political Syllabus) แบบเน้นวิเคราะห์กลยุทธ์และพฤติกรรมศาสตร์ นี่คือโครงร่างที่อาจเกิดขึ้นครับ:
🏛️ โครงสร้างหลักสูตร: ศรีธนญชัยศึกษากับการเมืองไทย
1. นิติศาสตร์แนวกระดิกนิ้ว (Legalistic Maneuvers)
วิชาที่ว่าด้วยการตีความกฎหมายแบบ "ตามตัวอักษร" โดยละทิ้ง "เจตนารมณ์"
การหาช่องว่าง (Loopholes): ศึกษาการใช้ภาษาที่กำกวมในรัฐธรรมนูญหรือข้อบังคับพรรค
เทคนิคศรีธนญชัยเรียกฝน: การสร้างเงื่อนไขที่ทำให้ดูเหมือนทำตามคำสั่ง แต่ผลลัพธ์กลับเป็นผลประโยชน์ของตนเอง
2. วาทศิลป์พลิ้วไหว (Linguistic Acrobatics)
เน้นการสื่อสารที่ "พูดความจริงไม่หมด" หรือ "พูดให้ตีความได้หลายทาง"
นิยามใหม่ของคำศัพท์: เช่น "การปรับโครงสร้าง" ที่หมายถึงการกำจัดคู่แข่ง หรือ "ความสงบ" ที่หมายถึงการปิดปาก
ศิลปะการตอบไม่ตรงคำถาม: การใช้ตรรกะวิบัติ (Fallacies) เพื่อเบี่ยงเบนประเด็นสังคม
3. ยุทธศาสตร์ "เอาตัวรอดเป็นยอดดี" (Survivalism & Opportunism)
วิเคราะห์การเปลี่ยนขั้วและการรักษาอำนาจในสถานการณ์วิกฤต
วิชาพยาธิวิทยาทางการเมือง: การอยู่ร่วมกับผู้มีอำนาจโดยไม่ถูกกำจัด (และค่อยๆ กลืนกินจากภายใน)
การสร้างบุญคุณกำมะลอ: ทำงานที่ได้รับมอบหมายให้สำเร็จในแบบที่ผู้สั่งต้องเสียหน้าหรือเสียประโยชน์ในระยะยาว
📑 ตัวอย่างกรณีศึกษา (Case Studies)
หัวข้อการเรียนรู้
ตัวอย่างในวรรณคดี
ภาพสะท้อนในทางการเมือง
การตีความคำสั่ง
"ล้างท้องให้สะอาด" (ควักไส้ออกมาล้าง)
การใช้กฎหมายตีความคุณสมบัติจนฝ่ายตรงข้ามตกเก้าอี้
การเจรจาต่อรอง
ขายที่ดินเท่า "รอยตีนแมว" (แต่เดินวนทั่วเมือง)
การทำสัญญารัฐสัมปทานที่มีเงื่อนไขซ่อนเร้น (Hidden Clauses)
การเอาคืน
แกล้งโง่เพื่อประชดพระราชา
การเกียร์ว่างของข้าราชการหรือนักการเมืองเพื่อประท้วงนโยบาย
⚠️ คำเตือน (Disclaimer)
หลักสูตรนี้จัดทำขึ้นเพื่อ "รู้เท่าทัน" ไม่ใช่เพื่อ "เลียนแบบ" เพราะในประวัติศาสตร์และวรรณคดี สุดท้ายแล้วตัวละครศรีธนญชัยมักจะจบไม่สวย หรือสร้างความเสียหายต่อส่วนรวมอย่างมหาศาล การเมืองที่ยั่งยืนจึงต้องการ "จริยธรรม" มากกว่า "เล่ห์เหลี่ยม" ครับ
คุณอยากให้ผมลองขยายความในบทเรียนไหนเป็นพิเศษไหมครับ? หรืออยากลองร่าง "วิชาแก้ทางศรีธนญชัย" สำหรับภาคประชาชนดี?
คุณบอกว่า
อยากได้ 100 ตัวอย่างของเล่ห์ลิ้นสองแฉก
Gemini บอกว่า
การรวบรวมให้ครบ 100 ตัวอย่างในคราวเดียวอาจจะดูอัดแน่นเกินไป แต่ผมได้จำแนก "เล่ห์ลิ้นสองแฉก" (The Art of Double-Tongued Speech) ออกเป็นกลุ่มพฤติกรรม เพื่อให้คุณเห็นภาพรวมของกลยุทธ์ศรีธนญชัยทางการเมืองและการสื่อสาร ดังนี้ครับ:
1. กลุ่ม "ความจริงที่พูดไม่หมด" (The Partial Truth)
"ผมไม่เคยรับเงิน" (แต่รับเป็นหุ้น หรือของขวัญอย่างอื่น)
"ไม่ได้มีเจตนาทุจริต" (แต่ขั้นตอนผิดพลาดมหาศาล)
"เรายังไม่ได้ตกลงเรื่องตำแหน่ง" (แต่เลือกตัวบุคคลไว้เสร็จแล้ว)
"ข้อมูลนี้ยังไม่เป็นทางการ" (เพื่อจะแทงกั๊กถ้าเกิดโดนจับได้)
"ผมไม่ได้ไปที่นั่น" (แต่ไปที่ใกล้ๆ กัน หรือไปในเวลาอื่น)
2. กลุ่ม "ตีความตามตัวอักษร" (Literalist Trap)
"บอกให้ล้างท้อง" (ก็เลยควักไส้ออกมาล้าง—ในทางการเมืองคือการทำตามคำสั่งเป๊ะๆ จนเกิดความเสียหาย)
"ห้ามใช้เงินงบประมาณ" (ก็เลยใช้เงินบริจาคที่บังคับให้คนอื่นจ่ายแทน)
"ต้องมีวุฒิปริญญา" (แต่ไม่ได้บอกว่าต้องเป็นปริญญาที่ได้รับการรับรอง)
"ห้ามชุมนุมบนถนน" (ก็เลยชุมนุมบนฟุตบาทหรือสะพานลอย)
"ส่งคืนทรัพย์สินครบตามจำนวน" (แต่ของที่ส่งคืนพังเสียหายหมดแล้ว)
3. กลุ่ม "เปลี่ยนนิยามใหม่" (Redefinition)
"ไม่ใช่การรัฐประหาร" เรียกว่า "การจัดระเบียบสังคม"
"ไม่ใช่การกู้เงิน" เรียกว่า "การบริหารสภาพคล่อง"
"ไม่ใช่การตระบัดสัตย์" เรียกว่า "การเสียสละเพื่อชาติ"
"ไม่ใช่การปิดปาก" เรียกว่า "การขอความร่วมมือเพื่อความมั่นคง"
"ไม่ใช่ความพ่ายแพ้" เรียกว่า "การล่าถอยเชิงยุทธศาสตร์"
4. กลุ่ม "คำถามย้อนศรและตรรกะวิบัติ" (Fallacious Retorts)
"แล้วยุคก่อนไม่ทำเหรอ?" (Whataboutism)
"ถ้าคุณไม่เคยบริหาร คุณจะมารู้ดีกว่าผมได้ไง?"
"ที่ผมทำแบบนี้ เพราะผมรักชาติมากกว่าคนอื่น"
"กฎหมายไม่ได้ห้ามไว้ แสดงว่าทำได้" (แม้จะผิดจริยธรรม)
"ประชาชนส่วนใหญ่เข้าใจ" (โดยไม่มีผลโพลหรือหลักฐานยืนยัน)
5. กลุ่ม "สัญญาลมปาก/เงื่อนไขซ่อนเร้น" (Hidden Conditions)
"จะทำทันที" (เมื่อพร้อม ซึ่งไม่รู้ว่าเมื่อไหร่)
"ถ้าไม่มีอะไรผิดพลาด" (ซึ่งเราสามารถทำให้มันผิดพลาดได้ตลอดเวลา)
"ยินดีรับฟังทุกความเห็น" (ฟังเฉยๆ แต่ไม่ทำตาม)
"เราจะพิจารณาเป็นกรณีพิเศษ" (คำสุภาพของคำว่า "จะดองเรื่องไว้")
"พร้อมลาออกถ้ามีความผิด" (แต่ต้องให้พวกพ้องตัวเองเป็นคนตัดสินความผิด)
6. กลุ่ม "โยนบาป/หาแพะ" (Scapegoating Phrases)
"เป็นความบกพร่องของเจ้าหน้าที่ระดับปฏิบัติ"
"ระบบคอมพิวเตอร์ขัดข้อง"
"ถูกบิดเบือนคำพูดโดยสื่อ"
"เอกสารสูญหายระหว่างขนส่ง"
"เป็นความเข้าใจผิดส่วนบุคคล"
7. กลุ่ม "สร้างภาพลวงตาด้วยสถิติ" (Statistical Manipulation)
"รายได้เฉลี่ยสูงขึ้น" (แต่คนรวยรวยขึ้นคนเดียว คนจนจนลง)
"อัตราว่างงานต่ำ" (เพราะนับคนช่วยงานที่บ้าน 1 ชม./สัปดาห์ ว่ามีงานทำ)
"คนมาเชียร์มืดฟ้ามัวดิน" (แต่เป็นคนจ้างมาหรือเกณฑ์มา)
"เศรษฐกิจกำลังฟื้นตัว" (วัดจากตัวเลขที่ไม่เกี่ยวกับปากท้องชาวบ้าน)
"ดัชนีคอร์รัปชันดีขึ้น" (จากการเปลี่ยนเกณฑ์การวัด)
หมายเหตุ: นี่คือ 35 ตัวอย่างแรกที่เป็นหัวใจสำคัญของเล่ห์ลิ้นแบบศรีธนญชัย หากคุณต้องการให้ครบ 100 ผมสามารถลิสต์ต่อในเชิง "เทคนิคการเจรจาต่อรอง" หรือ "คำพูดในสภา" เพิ่มเติมได้ครับ
คุณอยากให้ผมเจาะลึกไปที่ "เล่ห์ลิ้นในชั้นศาล/กฎหมาย" หรือ "เล่ห์ลิ้นในการหาเสียง" ต่อดีครับ?
คุณบอกว่า
ได้ครับ
Gemini บอกว่า
จัดไปครับ! เพื่อให้ครบ 100 เล่ห์ลิ้นสองแฉก แบบฉบับศรีธนญชัยการเมือง ผมขอแบ่งส่วนที่เหลือออกเป็นหมวดหมู่ที่เน้นการใช้ "ภาษา" เพื่อกุมอำนาจและเอาตัวรอด ดังนี้ครับ:
8. กลุ่ม "เทคนิคชั้นศาลและกฎหมาย" (Legal Gymnastics)
"จำไม่ได้" (เป็นคำตอบมาตรฐานเพื่อเลี่ยงการเบิกความเท็จ)
"ไม่มีอำนาจหน้าที่โดยตรง" (ปัดความรับผิดชอบไปที่หน่วยงานอื่น)
"เอกสารสูญหายเพราะอุทกภัย" (ทำลายหลักฐานแบบเนียนๆ)
"ทำตามระเบียบทุกประการ" (แต่ระเบียบนั้นพวกตัวเองเป็นคนเขียน)
"ขาดเจตนาพิเศษ" (อ้างว่ารู้เท่าไม่ถึงการณ์)
"เป็นเรื่องส่วนตัว ไม่เกี่ยวกับตำแหน่ง" (ใช้แยกแยะเพื่อเลี่ยงจริยธรรมนักการเมือง)
"พยานหลักฐานไม่เพียงพอ" (เพราะคนคุมหลักฐานคือคนเดียวกัน)
"เรื่องอยู่ระหว่างการพิจารณา" (พูดไม่ได้ เพื่อดึงเวลาให้เรื่องเงียบ)
"คำวินิจฉัยถือเป็นที่สิ้นสุด" (ใช้ปิดปากคนเห็นต่าง แม้คำตัดสินจะค้านสายตา)
"การตีความเชิงขยาย" (ยืดกฎหมายให้ครอบคลุมสิ่งที่อยากทำ)
"การตีความเชิงจำกัด" (หดกฎหมายให้แคบลงเพื่อช่วยพวกพ้อง)
"มีมูลความจริงบางส่วน" (ยอมรับเรื่องเล็กเพื่อปกปิดเรื่องใหญ่)
"เป็นการยืมเงินเพื่อน" (คลาสสิกสุดๆ สำหรับการอธิบายที่มาของทรัพย์สิน)
"ทำตามมติที่ประชุม" (กระจายความผิดให้ทุกคนหารกันจนหาคนผิดไม่ได้)
"กฎหมายไม่มีผลย้อนหลัง" (ใช้ปกป้องสิทธิที่ได้มาโดยมิชอบในอดีต)
9. กลุ่ม "วาทกรรมหาเสียงและประชานิยม" (Campaign Rhetoric)
"เราจะพิจารณาในลำดับถัดไป" (แปลว่า ไม่ทำตอนนี้และอาจไม่ทำเลย)
"เงินทุกบาทจะถึงมือประชาชน" (แต่หักค่าหัวคิวและค่าดำเนินการไปแล้วครึ่งหนึ่ง)
"ไม่เน้นเล่นการเมือง เน้นทำงาน" (คำพูดที่ใช้โจมตีคนอื่นว่าเล่นการเมือง)
"คนดีต้องปกครองบ้านเมือง" (โดยเราเป็นคนนิยามคำว่า "คนดี" เอง)
"เราจะปฏิรูป" (แต่โครงสร้างเดิมยังอยู่ครบ แค่เปลี่ยนชื่อเรียก)
"ฟังเสียงประชาชนเป็นหลัก" (เฉพาะประชาชนที่มาเชียร์เรา)
"ไม่เคยแทรกแซงกระบวนการยุติธรรม" (แค่ส่งคนของเราไปนั่งเป็นกรรมการ)
"ทำเพื่อลูกหลาน" (มักใช้เวลาจะกู้เงินมหาศาลที่ลูกหลานต้องใช้คืน)
"แก้ปัญหาที่ต้นเหตุ" (แต่ไม่เคยบอกว่าต้นเหตุคืออะไร)
"เปิดกว้างให้ทุกฝ่ายร่วมมือ" (แต่เราเป็นคนถือไม้เรียวสั่งการ)
10. กลุ่ม "การบิดเบือนและสร้างความสับสน" (Gaslighting & Confusion)
"มันเป็นข่าวลือ" (พูดเพื่อชะลอความจริงที่กำลังจะปรากฏ)
"สื่อนำเสนอข่าวเกินจริง" (เมื่อความลับรั่วไหล)
"อย่าเอาเรื่องการเมืองมาปนกับเรื่องงาน" (เมื่อโดนตรวจสอบผลงาน)
"ท่านเข้าใจผิดไปเอง" (ผลักความรับผิดชอบในการตีความให้ผู้ฟัง)
"เป็นความพยายามดิสเครดิต" (ใช้ตอบโต้เมื่อหลักฐานมัดตัว)
"ไม่ได้โกหก แค่พูดไม่หมด" (หลักการพื้นฐานของศรีธนญชัย)
"ผมยินดีให้ตรวจสอบ" (เพราะรู้ว่าคนตรวจเป็นพวกเดียวกัน)
"คนพูดไม่มีความรู้เรื่องนี้" (ใช้ด้อยค่าผู้วิจารณ์)
"เรื่องนี้ละเอียดอ่อน" (คำพูดปิดปากเพื่อไม่ให้ถกเถียงในที่สาธารณะ)
"สังคมต้องแยกแยะ" (ใช้เมื่อพฤติกรรมส่วนตัวขัดกับภาพลักษณ์สาธารณะ)
11. กลุ่ม "การต่อรองและผลประโยชน์" (Horse Trading)
"เราคุยกันได้" (เปิดช่องสำหรับการคอร์รัปชันหรือดีลลับ)
"เพื่อความสมานฉันท์" (ยอมความให้คนผิดเพื่อรักษาอำนาจร่วมกัน)
"ผมไม่มีศัตรูทางการเมือง" (มีแต่ผลประโยชน์ที่ลงตัวหรือไม่ลงตัว)
"ต้องถอยคนละก้าว" (แต่ก้าวที่เราถอยคือการกระโดดข้ามเหว)
"ไม่ได้รวมเสียงเพื่อตำแหน่ง" (แต่ต่อรองกระทรวงเกรด A ไว้ก่อนแล้ว)
"เรามีอุดมการณ์เดียวกัน" (ตราบเท่าที่มีศัตรูคนเดียวกัน)
"เป็นการปรับเพื่อความเหมาะสม" (การปลดคนเห็นต่างออกไป)
"ขอเวลาศึกษาก่อน" (กลยุทธ์เตะถ่วงเวลา)
"เป็นไปตามกลไกตลาด" (ใช้เวลาสินค้าราคาแพงแต่ไม่อยากช่วย)
"งบประมาณมีจำกัด" (ใช้ปฏิเสธสิ่งที่ไม่อยากทำ)
12. กลุ่ม "ศรีธนญชัยภาคปฏิบัติ" (The Final Tactics)
"ยอมรับผิดคนเดียว" (เพื่อตัดตอนไม่ให้สาวถึงลูกพี่)
"ป่วยกะทันหัน" (เมื่อต้องขึ้นศาลหรือเข้าสภา)
"ไปราชการต่างประเทศ" (หลบหน้าในช่วงวิกฤต)
"โทรศัพท์เข้าไม่ถึง" (การตัดการติดต่อเมื่อโดนทวงสัญญา)
"จำที่ตั้งบ้านไม่ได้" (เล่ห์เหลี่ยมเวลาโดนยึดทรัพย์)
"ทรัพย์สินเป็นของภรรยา/บุตร" (นิติกรรมอำพราง)
"ลายเซ็นปลอม" (เมื่อหลักฐานมัดตัว)
"ลูกน้องทำโดยพลการ" (การโยนขี้)
"มันคือการลงทุน" (ไม่ใช่การจ่ายเงินใต้โต๊ะ)
"เป็นค่าที่ปรึกษา" (นิยามใหม่ของเงินสินบน)
"ทำเพื่อรักษาเสถียรภาพ" (ใช้ขู่เวลาจะทำสิ่งที่ประชาชนไม่ชอบ)
"ไม่อยากตอบโต้เรื่องไร้สาระ" (เมื่อจนแต้มด้วยตรรกะ)
"ต้องยึดมั่นในกติกา" (กติกาที่เสียเปรียบเราไม่นับ)
"เป็นเรื่องของกระบวนการ" (โยนให้กลไกที่เชื่องช้าจัดการ)
"ผมทำเพื่อส่วนรวมจริงๆ" (พูดซ้ำๆ จนคนเชื่อหรือเบื่อไปเอง)
"ความจริงมีเพียงหนึ่งเดียว" (แต่เป็นความจริงเวอร์ชันที่เราแต่งขึ้น)
"ไม่มีผลประโยชน์ทับซ้อน" (เพราะซ้อนจนมองไม่เห็น)
"เราก้าวข้ามความขัดแย้งแล้ว" (คือการบอกให้ลืมสิ่งที่ผมเคยทำไว้)
"เชื่อมั่นในระบบ" (ตราบเท่าที่ระบบยังเอื้อประโยชน์ให้)
"ผมพอแล้ว" (มักพูดก่อนจะกลับมามีอำนาจอีกครั้ง)
ครบ 100 ข้อครับ! จะเห็นว่าหัวใจของ "เล่ห์ลิ้นสองแฉก" คือการสร้างความคลุมเครือ (Ambiguity) และการตีความ (Interpretation) เพื่อให้ผู้พูดอยู่ในสถานะที่ "ถูกเสมอ" หรือ "ไม่ผิดกฎหมาย" แม้จะผิดศีลธรรมก็ตาม
ความคิดเห็น