Saturday, July 19, 2014

ประเทศไทยถูกครอบงำด้วยระบบการเมืองที่ไม่ใช่ประชาธิปไตย


วันจันทร์ที่ 4 กรกฎาคม พ.ศ. 2554


          การครอบงำทางการเมืองไทย มีมาเป็นเวลามากกว่า 60 ปี ทำให้คนไทยส่วนใหญ่ของประเทศไทยไม่ได้มีสิทธิทางประชาธิปไตยมานาน แต่เมื่อสังคมไทยเจริญด้วยข้อมูลข่าวสาร ทำให้การเข้าถึงความรู้ข้อมูลข่าวสารมีมากขึ้น  ซึ่งการครอบงำนั้นเหมือนกับกะลาภิวัฒน์สังคมไทย ทำให้ประชาธิปไตยไม่สามารถเป็นของประชาชนไทยส่วนใหญ่   และทำให้ผลประโยชน์ของชาติตกทอดไปสู่บุคคลกลุ่มหนึ่งที่มีอำนาจยึดโยงกับระบบย่อยต่าง ๆ ของสังคม   จะเห็นว่าการแสดงออกของผู้มีความรู้ แต่ไม่เข้าใจปัญหาสังคม จึงมักมองข้ามบุคคลที่เสียเปรียบสังคมเสมอ นั่นก็คือมักมองแบบอัตวิสัย แต่ไม่เข้าใจภาวะวิสัย จึงสะท้อนบุคลิกที่เอาตัวเองเป็นศูนย์กลาง หรือพวกชอบไต่เต้าทางสังคมที่เป็นระบบอุปถัมภ์ โดยไม่นิยมระบบคุณธรรม  ซึ่งปัจจุบันระบบอุปถัมภ์ครอบงำไปหมดทั้งระบบราชการ และระบบธุรกิจ เพียงแต่ระบบธุรกิจดีกว่าทางภาคราชการ เพราะต้องการคนเก่งไปทำงาน  แต่การเป็นคนดึมาทำงานอาจไม่ประสบความสำเร็จ หรือพาให้ชาติอยู่รอดได้ กล่าวคือต้องเป็นทั้งคนเก่ง และคนดี แต่คำว่าดีไม่ใช่การผูกขาดความคิดเฉพาะกลุ่มบุคคลของสังคม และเนื่องจากความดีเป็นเรื่องนามธรรมเป็นสิ่งที่วัดจับต้องไม่ได้   หากเราจะเอาคนดีมากไปปกครองประเทศก็ไม่สามารถทำความเจริญได้ เช่นให้พระภิกษุสงฆ์ที่ปฏิบัติดีปฏิับัติชอบมาปกครองประเทศก็ไม่สามารถนำพาให้ชาติไปรอดได้     ดังนั้นการพูดเรื่องคุณธรรมความดีเป็นเรื่องวาทะกรรมที่พูดแล้วไม่เห็นวิสัยทัศน์ของคนที่จะมาเป็นผู้นำ  ผู้ที่ไม่มีวิสัยทัศน์ก็ไม่สามารถทำงานให้สำเร็จได้   ดังนั้นการบริหารหรือการปกครองทั่วโลกเขาวัดกันที่ประสิทธิภาพ (efficiency), ประสิทธิผล (effective) และ คุณภาพ (Quality) รวมทั้งการบริการที่รวดเร็ว (high speed delivery)   หากดูทั่วโลกแล้วคงไม่มีประเทศใหนในโลกแอบอ้างเรื่องคุณธรรม เพราะจริง ๆ แล้วมนุษย์ต่างมีความดีความชั่วทุกตัวคนอยู่แล้ว เพียงแต่มีความดี หรือทำประโยชน์ให้บ้านเมืองหรือประชาชนดีกว่ากัน และในทางปรัชญามีข้อถกเถียงกันมากและหาข้อสรุปไม่ได้ว่าความดีคืออะไร แต่การทำประโยชน์บ้านเมืองต่างหาก และประชาชนได้รับผลดีจากการบริหารปกครองต่างหาก   โดยสรุปการแอบอ้างความดีจึงเป็นวาทะกรรมของนักเผด็จการที่อิงแอบเพื่อทำลายอำนาจของประชาชนมากกว่า และสร้างความลุ่มหลงเสพย์ติดความคิดผิด ๆ ให้กับสังคมไทย

ผู้ที่แอบอ้างการรักชาติอย่างบ้าคลั่งโดยไม่มีประชาชนอยู่ในหัวใจ คือผู้อาจกลืนชาติได้


        ผู้ที่แอบอ้างการรักชาติอย่างบ้าคลั่งโดยไม่มีประชาชนอยู่ในหัวใจ คือผู้อาจกลืนชาติได้
ความรักชาติเป็นความรักที่มีอยู่ในใจ และเป็นความรักที่มีต่อประชาชนซึ่งหมายถึงชาติไทย แม้แต่วันที่ 24 มิถุนายน ซึ่งเป็นวันชาติของประชาชนยังไม่มี  ดังนั้นคำว่ารักชาติลอย ๆ โดยไม่มีคำว่าประชาชนอยู่ในหัวใจเลย   ความรักชาติไม่ได้หมายถึงตัวเองทำอะไรก็ได้ ขัดใจประชาชนก็ได้หรือไม่ฟังเสียงประชาชนแล้วบอกว่้าตัวเองรักชาติ   ขนาดที่ประชาชนเรียกร้องความต้องการหากผู้ปกครองประเทศไม่ฟังเสียงแล้ว  จะเป็นความรักชาติได้อย่างไร เพราะชาติคือประชาชนไม่ใช่คำว่าชาติของบุคคลเพียงบางกลุ่ม, บางคนเท่านั้น เท่ากับการรักชาติเป็นความรักเลื่อนลอย     ความรักชาติต้องเข้าใจเรื่องประชาธิปไตย หากไม่มีจิตสำนึกจิตวิญญาณประชาธิปไตยแล้วบอกว่าตนเองรักชาติ ซึ่งก็ไม่เีกี่ยวกัน หากรักชาติแต่ไม่รักประชาธิปไตยของประชาชนก็ถือว่าไม่รักชาติแล้ว หรือทำลายประชาชนก็ถือว่าทำลายชาติแล้ว    การสังหารประชาชนย่อมผิดพลาดแรงกว่าการคอรัปชั่น เพราะการคอรัปชั่นไม่ทำให้คนต้องสูญเสีย  ดังนั้นคำว่ารักชาติจึงเป็นวาทะกรรมที่ไม่เป็นวิทยาศาสตร์ และเป็นคำพูดลอยลมโดยไม่มีเหตุผลประกอบความเข้าใจ  ดังนั้นนักเผด็จการอยากใช้อำนาจกับประชาชน แต่ประชาธิปไตยคือการให้อำนาจกับประชาชน    การให้อำนาจประชาชนเช่นเสรีภาพ,ความเสมอภาค,ภราดรภาพ (คือไม่รังเกียจเดียดฉันท์เพราะถือว่าเป็นคนไทยเหมือนกัน) ถือว่าเป็นความรักชาติ รักประชาชน  แต่ถ้าหากเราครอบงำอำนาจเพื่อพวกพ้อง,หมู่คณะ และเพื่อผลประโยชน์ของกลุ่มบุคคล คนไทยส่วนใหญ่จะมีชีวิตที่ดีได้อย่างไร  แต่ควรถือประโยชน์ของประชาชนส่วนใหญ่ต่างหากคือคำว่ารักชาติ และมีจิตใจประชาธิปไตยก็ถือเป็นการรักชาติเช่นกัน
เขียนโดย
 tawipan999 ที่ 23:43