Tuesday, December 31, 2013

การเปรียบเทียบกรอบแนวคิดของมาร์กซ์และรุสโซ่

การเปรียบเทียบกรอบแนวคิดของมาร์กซ์และรุสโซ่
          จัง-จ๊าค รุสโซ่ และคารล์มาร์กซ์เคยแบ่งปันด้วยความไม่มั่นใจเกี่ยวกับแผนเสรีภาพที่เรียกร้องจากนักทฤษฎีทางการเมืองโดยจอห์น ล๊อค และโทมาส ฮ็อบส์  จากความไม่แน่ใจเป็นผลมาจากแหล่งที่มาของความคิดที่แตกต่างกัน กล่าวคือ สำหรับรุสโซ่แล้ว ปัญหาก็คือเรื่องที่เกี่ยวข้องเฉพาะทางการเมือง ปัญหาของปัจเจกชนแบบเสรีชนและยินยอมว่าส่วนประกอบของเจ้าของการกำหนดให้มีรัฐบาล   ทางเลือกของแนวคิดรุสโซ่เน้นที่การมีส่วนรวมที่เป็น “เจตน์จำนง”  ข้อวิพากย์ของมาร์กซ์เป็นเรื่องที่ใช้ความรุนแรกมาก  โดยสรุประบบเศรษฐกิจเป็นปัญหาและเป็นการโค่นล้มระบบชนชั้นทางเศรษฐกิจที่รัฐประชาธิปไตยจะสามารถบรรุลความสำเร็จได้   การนำไปสู่เป้าหมายปลายทางแห่งตรรกะเช่นนั้นโดยที่รัฐที่แท้จริงจะสูญสลายไปเพราะว่าทำให้ลักษณะทางเศรษกิจและการเมืองล่มสลาย  สำหรับบทความนี้จะได้นำเสนอสิ่งที่เกี่ยวข้องอย่างลึกซึ้ง
สัญญาประชาคมของรุสโซ่
          โทมาส ฮ๊อบส์และจอห์น ล๊อคทั้งสองคนจุดความคิดในลักษณะที่คล้ายคลึงกันแต่ขัดแย้งกัน ท้งในด้านสัญญาประชาชาคมและรูปแบบความคิด    สัญญาประชาคมของฮ๊อบส์ได้รับการถ่ายทอดว่ามีเหตุผลกลใดที่,มนุษย์ในฐานะที่เห็นแก่ตนเองยอมให้มีการยกเลิกรัฐแห่งสงครามเพื่อการปกป้องอธิปไตย   ในหลักการที่มีชื่อเสียงของฮ๊อบส์ การดำรงชีวิตในรัฐโดยธรรมชาติเป็นลักษณะโดดเดี่ยว,น่ารังเกียจ,โหดเหี้ยมและมีชีวิตอยู่ได้ไม่นาน   ในอีกทำนองหนึ่งล๊อคได้สาธยายว่ารัฐโดยธรรมชาติมีความโดดเดี่ยวน้อยกว่า  สำหรับแนวคิดของล๊อค “กฎของธรรมชาติบังเกิดขึ้นเพื่อช่วยให้ยับยั้งพฤติกรรมของมนุษย์  แต่ล๊อคยังเชื่อว่าความสามารถของมนุษย์ในการค้าขายและการแลกเปลี่ยนของต่อของนำไปสู่การสร้างเงินทอง ซึ่งครั้งหนึ่งเงินทอง และการได้เงินทองมาอย่างยากเย็นแสนเข็ญได้กลับเป็นคุณลักษณะที่แพร่หลายของสังคม, รัฐบาลยังคงต้องการได้รับการส่งเสริมให้ปกป้องทรัพย์สินและผลประโยชน์ที่เป็นเงินทอง   ในแต่ละกรณีปัจเจกชนยินยอมยินยอมยกเลิกเสรีภาพให้กับรัฐโดยธรรมชาติเพื่อหันมาเชื่อฟังอธิปไตย
           รุสโซ่เป็นสิ่งที่ดำรงอยู่หลายประการที่ยังมองว่าเป็นความเดือดร้อนในลักษณะทัศนะของล๊อค และฮ๊อบส์ซึ่งก่อรูปแนวคิดตั้งแต่แรก  รุสโซ่ได้เขียนว่าถึงทัศนะของฮ๊อบที่ว่าทำให้คนเราไม่มีอะไรมากกว่า”ฝูงสัตว์” และที่ว่ามนุษย์ไม่ว่าใครก็ตามตั้งใจที่จะดำรงชีวิตภายใต้อธิปไตยของฮ๊อบส์ซึ่งเป็นเรื่องที่ประหลาดสิ้นดี   ในวาทกรรมเกี่ยวกับจุดกำเนิดของความไม่เท่าเทียมกัน  รุสโซ่ให้ทัศนะว่าฮ๊อบส์มีท่วงทีในการปฏิบัติให้เป็นไปตามที่สังคมต้องการให้เป็นไป    ความชั่วร้ายของสังคมเป็นสิ่งที่ก่อให้เกิดการเรียนรู้ ไม่ใช่สิ่งที่ง่ายในการให้เป็นไป    สัญญาประชาคมของล๊อคยังคงแสดงให้เห็นถึงปัญหาเพราะว่ามันกำหนดให้มีการปกป้องสิทธิในทรัพย์สินปัจเจกชนในศูนย์กลางของความต้องการสำหรับการมีรัฐบาล ในสิ่งที่บางครั้งเรียกว่าเป็นเรื่องสับสนอย่างสำคัญมากที่สุดในทฤษฎีทางการเมือง  รุสโซ่ให้ทัศนะในสัญญาประชาคมที่ว่า “มนุษย์เกิดมามีอิสระเสรี, และทุกหนแห่งคนเรามีสายโซ่สัมพันธ์”      สำหรับเหตุผลของรุสโซ่ความสับสนคือวิธีการยอมรับโซ่สัมพันธ์กับรัฐบาลภายใต้รัฐโดยธรรมชาติของเสรีภาพ   เค้าโครงความคิดของรุสโซ่คือการปรับปรุงการปฏิรูปรัฐบาลที่สามารถมองเห็นถึงความชอบธรรม “จงนำพาคนเราในฐานะที่พวกเขาเป็นอยู่และเช่นเดียวกับกฎหมายที่เขาควรจะปฏิบัติตาม    คำตอบของรุสโซ่ต่อความสับสนก็คือเจตจำนงทั่วไป   ซึ่งในจิตใจของเขายินยอมให้มนุษย์มีอิสรภาพมากที่สุดในขณะเดียวกับก็สงวนรักษาความคล้ายคลึงกับรัฐบาลหลายประการ
          สิ่งเบื้องต้นของเจตจำนงทั่วไปตามทัศนะของรุสโซ่ดูประหนึ่งวาจะคล้ายคลึงกับทัศนะของฮ๊อบส์และสัญญาประชาคมของล๊อค    ในสามกรณีทั้งหมด มนุษย์ย่อมสูญเสียอิสรภาพและยินยอมให้มีการปกครองโดยรัฐ   รุสโซ่เน้นเฉพาะกลไกน้อยลงโดยที่ประชาชนละทิ้งรัฐโดยธรรมชาติ  เพียงแต่พูดว่า “มนุษย์บรรลุถึงจุดหมาย”  ในขณะที่รัฐไม่สามารถดำรงรักษาซึ่งเป็นรัฐโดยธรรมชาติอีกต่อไป    แต่มันเป็นความแตกต่างโดยพื้นฐานอันเนื่องจากการมีส่วนร่วมและการแสดงออกของชุมชนในบทบาทตามเจตจำนงทั่วไปตามทัศนะของรุสโซ่    ประการแรกปัจเจกชนยอมสูญเสียอิสรภาพตามที่รุสโซ่กล่าวไว้ เพื่อสิ่งที่ดีงามทั้งหลาย  ไม่เพียงเพื่อการปกป้องปัจเจกชน  มันเป็นความรับผิดชอบของแต่ละบุคคลในการให้ตัวเขาเองทั้งหมด  และด้วยการกระทำเช่นนี้  เป็นการให้ตนเองแก่สิ่งที่ไม่มีตัวตน   ประการที่สองเจตจำนงทั่วไปเกี่ยวข้องกับเรื่องการมีส่วนร่วมอย่างมหาศาลในสิ่งที่เป็นประโยชน์ของพลเมือง    กฎหมายบัญญัติขึ้นในสภาทั่วไปของผู้ที่อาศัยในท้องถิ่นซึ่งเป็นบุคคลที่ได้รับลงมติทั่วไปเกี่ยวกับวิธีการเคลื่อนไหวไปข้างหน้า  ดังนั้นกฎหมายถูกบังคับโดย”อนาธิปไตยที่มีการเลือกตั้ง” โดยไม่บัญญัติกฎหมาย แต่บริหารกฎหมาย      ดังนั้นรุสโซ่จึงได้ป้องกันการต่อต้านการละเมิดซึ่งยังมีการแพร่หลายในระบบดังเช่นทัศนะของ ฮ๊อบส์    แต่ยังคงปฏิบัติกับทุกคนอย่างเสมอภาคกัน โดยไม่มีบุคคลใดมีอิทธิพลมากกว่าคนอื่น ๆ    แนวคิดของรุสโซ่จึงเป็นทางเลือก “ประชาธิปไตยทางสังคม”มากกว่าแนวคิดปัจเจกชนนิยมของล๊อคที่ปกป้องผลประโยชน์ของชนกลุ่มน้อยที่ครอบครองทรัพย์สิน
           การเชื่อมโยงระหว่างความคิดของมาร์กซ์และรุสโซ่ไม่เป็นที่ประจักษ์ชัดแจ้ง  แต่ก็ไม่เป็นที่ปรากฏ  สำหรับรุสโซ่ ด้วยเหตุผลสำคัญประการหนึ่งที่ว่า “เจตน์จำนงทั่วไป”มีการปรับปรุงในแนวคิดของรัฐบาลดังที่ได้กล่าวมาที่ว่ามันเป็นความพยายามที่จะยับยั้งผลกระทบของความมั่งคั่งและทรัพย์สินเอกชน    สำหรับทัศนะของฮ๊อบส์สงครามเป็นเพียงเหตุผลบางส่วนของธรรมชาติมนุษย์และการแสวงหาความสุข    แต่รุสโซ่ยังเชื่อว่าสงครามและความวุ่นวายทางการเมือง เป็นผลมาจากความขัดแย้งที่เหนือสิ่งต่าง ๆ  และสิ่งที่เกี่ยวข้องกับทรัพย์สิน   คำตอบของรุสโซ่ต่อปัญหาก็คือการตอบสนองทางการเมือง  ประชาธิปไตยโดยตรงและการมีส่วนร่วมทางการเมืองที่เพิ่มขึ้นไม่เพียงแต่เป็นแนวคิดทางเลือกแบบหัวรุนแรงของมาร์กซ์
ทางเลือกแนวคิดรุนแรงของมาร์กซ์
          คาร์ล มาร์กซ์ยอมรับปรัชญาทางการเมืองอย่างมาก   ไม่เพียงแต่มาร์กซ์กำหนดแนวคิดวัตถุนิยมเป็นศุนย์กลางของทฤษฎีของเขา แต่เขายังคงมีบทบาทชนชั้นทางเศรษฐกิจและความสัมพันธ์ของชนชั้นต่อประชาธิปไตย  ผลงานที่มีชื่อเสียงมากที่สุดของมาร์กซ์ก็คือคำประกาศคอมมูนิสต์  ได้บรรยายถึงความสัมพันธ์ที่เกิดขึ้นระหว่างชนชั้นเศรษฐกิจสองชนชั้นคือนายทุนกับกรรมาชีพ     นายทุนเป็นผู้ครอบครองทุนและกรรมาชีพเป็นบุคคลที่ได้ค่าจ้างแรงงาน จะมีการดิ้นรนต่อสู้กับอีกชนชั้นหนึ่งจนกระทั่งมีการโค่นล้มนายทุนด้วยการปฏิวัติอันรุนแรง    คำประกาศของคอมมิวนิสต์เป็นแนวทางแบบพิมพ์เขียวสำหรับการปฏิวัติ   แต่ยังคงพรรณนาในรายละเอียดของทฤษฎีของมาร์กซ์ในการเปลี่ยนแปลงประวัติศาสตร์ และนำไปสู่การปฏิวัติ   สำหรับทัศนะของมาร์กซ์ ตลอดประวัติศาสตร์ก็คือ “การต่อสู้ดิ้นรนทางชนชั้น”   มาร์กซ์ให้ทัศนะจากยุคดั้งเดิมของประวัติศาสตร์  การเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นจากการขัดแย้งระหว่างชนชั้นทางเศรษฐกิจ   ซึ่งมีอัศวินชาวโรมันและทาส   ขุนนางที่ดินและทาสติดที่ดิน  และสำหรับทัศนะของมาร์กซ์ สังคมนายทุนใหม่  ในขณะที่ชนชั้นนายทุนได้มีการปรับปรุงจากสังคมขุนนางที่ดิน  มาร์กซ์ยังมีคงเชื่อว่านายทุนได้นำ “เงื่อนไขของการกดขี่แบบใหม่”มาใช้
         ท่ามกลางรูปแบบใหม่ ๆ ดังกล่าวนี้   มาร์กซ์ให้ทัศนะว่านายทุนต้องไล่ล่าหาอาณานิคมของโลกทั้งหมดเพื่อแสวงหาตลาดใหม่   ตามทัศนะของมาร์กซ์ได้เชื่อมโยงว่า “นายทุนต้องสร้างเครือข่ายทุกหนทุกแห่ง, วางรากฐานทุกหนทุกแห่ง,สร้างการเชื่อมโยงในทุกแห่ง”    ในการทำเช่นนั้น นายทุนต้องสร้างพื้นฐานเพื่อการปฏิวัติที่จะบังเกิดขึ้น โดยนายทุนมีการขยายตัวอย่างต่อเนื่อง  แล้วจะกลายเป็นการขุดหลุมฝังตัวเอง  ยิ่งมีตลาดใหม่มากขึ้นเท่าใดที่มีการแสวงหาและนำสินค้าราคาถูกมาจำหน่าย  นายทุนก็จะส่งเสิรมให้มีการปฏิวัติโดยชนชั้นกรรมาชีพสำเร็จรูป  การมีความขัดแย้งระหว่างชนชั้นที่มีการต่อสู้คัดค้านเพื่อการปฏิวัติจะมีการส่งเสียงมากขึ้น
             คำประกาศของมาร์กซ์ยังได้อธิบายถึงบทบาทรัฐบาล หรือรัฐ ในการแสดงบทบาทในเรื่องเศรษฐกิจ  การกดขี่ของนายทุนที่แฝงเร้น หรือถูกปกคลุมโดยสถาบันทางศาสนาและการเมือง   ยิ่งกว่านั้นการแข่งขันแบบเสรีของทุนนิยมได้รับแรงสนับสนุนและเข้าร่วมโดยสถาบันทางสังคมและการเมืองที่ปรับตัวต่อสิ่งที่มาร์กซ์ให้คำนิยามถึงโครงสร้างชั้นสูง  ปัจจัยเศรษฐกิจและวิธีการผลิตมีพลานุภาพในการกวัดแกว่งทุกสิ่งทุกอย่างที่ได้พิจารณา  สิ่งนี้ได้แกศาสนา,กฎหมาย,ศิลธรรม,จริยธรรม และรัฐ   รัฐได้สะท้อนอย่างง่าย ๆของชนชั้นเศรษฐกิจที่ทรงพลานุภาพมากที่สุด  ในปุจฉาของชาวยิว  จุดเด่นของทัศนะมาร์กซ์ถึงวิธีการแบบเทววิทยาในการโต้แย้งระหว่างคริสเตียน,ชาวยิว และลัทธิเทวนิยมซึ่งเป็นเพียงความเชื่อ การวิพากย์ที่แท้จริงคือการเมือง หรือเศรษฐกิจ  เพราะว่ารัฐมักจะสนับสนุนความเชื่อถือทางศาสนา   เฮเกลและบูเออร์เข้าใจผิดในทัศนะที่ความคลุมเครือต่อศาสนา เพื่อทำลาย หรือขจัดศาสนาออกไป หรือบางประการที่มีการช่วยเหลือในการก่อสงคราม   เพียงแต่เป็นการปฏิบัติในการทำลายทรัพย์สินของเอกชนที่มาจากสังคมประชาธิปไตยที่กลับมาเป็นสัจธรรม
             โดยสรุปต่อคำประกาศนั้น  มาร์กซ์ได้เขียนว่า “อำนาจของสาธารณะยังคงสูญเสียลักษณะทางการเมือง” และรัฐยังไม่ใช่จุดเด่นในสังคมอีกต่อไป   มาร์กซ์มีความสับสนคลุมเครือในอุดมคติของชาวเยอรมัน จากข้อเขียนของเขาที่ว่ารัฐเกิดขึ้นมาเพื่อปกป้องทรัพย์สิน และผลประโยฃน์ของนายทุน (มาร์กซ์)    ในการโต้ตอบต่อความสับสนคลุมเคลือในแบบฉบับของทัศนะรุสโซ่  สำหรับมาร์กซ์สายโซ่ของรัฐยังคงปรากฏขึ้นอย่างช้า ๆเพราะว่าลักษณะทางชนชันของรัฐยังไม่ปรากฏขึ้น  ดังนั้นถนนสู่ประชาธิปไตยอย่างแท้จริงได้การการทำลายชนชั้นทางเศรษฐกิจ  ดังที่มาร์กซ์เขียนไว้ว่า “ในที่แห่งหนใดของสังคมนายทุนเก่า ด้วยภายใต้ชนชั้นและปฏิปักษ์ชนชั้น  เราจะมีการเกี่ยวข้องกันในการพัฒนาความมีเสรีของแต่ละบุคคลคือเงื่อนไขของการพัฒนาเสรีของคนทั้งหมด
สรุป
             ภายใต้บทสนทนาของจุดกำเนิดของความไม่เท่าเทียมกัน   รุสโซ่ระบุว่าจุดกำเนิดของความไม่เท่าเทียมกันก็คือกฎหมายที่ให้ “อำนาจใหม่ต่อคนรวย” และในทำนองตรงกันข้าม “เป็นการทำลายสิทธิเสรีภาพโดยธรรมชาติ และกำหนดกฎหมายทรัพย์สินและความไม่เท่าเทียมกันอยู่ชั่วกับปาวสาน   มาร์กซ์ให้ทัศนะถึงปัญหาทั้งหลายของสังคมมาจากพื้นฐานเศรษฐกิจเช่นเดียวกัน    ยิ่งกว่านั้น รุสโซ่และมาร์กซ์นำมาสู่ความเคียดแค้นในความคิดของนักปัจเจกชนแบบเสรีนิยมที่กระทำต่อพวกเขา   ทั้งสองคนได้ศึกษาที่มุ่งเน้นในสิ่งที่ดีที่สุดต่อชุมชน  ไม่ใช่เป็นความสนใจในสิ่งไม่สำคัญของปัจเจกชนที่มีความมั่งคั่งเท่านั้น  อย่างไรก็ดีนักทฤษฎีทั้งสองคนค้นพบวิถีทางที่แตกต่างกันในการยับยั้งผลกระทบต่อความไม่เท่าเทียมกัน    คำตอบของรุสโซ่คือการเมือง   โดยผ่านการมีส่วนร่วมขนานใหญ่และความเท่าเทียมยังเป็นความเท่าเทียมของประชากรทั้งหมด   ไม่มีกลุ่มผลประโยชน์ใด ๆที่ได้เปรียบทางเศรษฐกิจที่สามารถควบคุมอยู่เพียงกลุ่มเดียว  มาร์กซ์คิดว่าการเมืองยังคงเป็นส่วนหนึ่งของปัญหา  เพียงการกระทำที่เกี่ยวกับทรัพย์สินส่วนบุคคลและรัฐจะต้องเป็นสังคมประชาธิปไตยอย่างแท้จริงจึงจะบรรลุผลสำเร็จลุล่วงไปได้
Marx, Karl. “On the Jewish Question.” The Marx-Engels Reader. Ed. Robert Tucker.
New York: W.W. Norton Company, 1978.
Marx, Karl. “The German Ideology.” The Marx-Engels Reader. Ed. Robert Tucker.
New York: W.W. Norton Company, 1978.
Marx, Karl. “The Communist Manifesto.” The Marx-Engels Reader. Ed. Robert Tucker.
New York: W.W. Norton Company, 1978.
Rousseau, Jean-Jacques. The Social Contract. London: Penguin Books, 1968.
Rousseau, Jean-Jacques. “Discourse on the Origin of Inequality.” Political Philosophy:
The Essential Texts. Ed. Stephen Cahn. Oxford: Oxford University Press, 2006.
[1] Rousseau’ and Marx’s argument is similar to Aristotle’s Politics, where the deviant regimes rule for the interests of a very few.

 แปลเรียบเรียงโดย  Joseph M. Ellis Location: Knoxville, Tennessee, United States  จากบล๊อคทรัพยากรทางรัฐศาสตร์


No comments:

Post a Comment