Monday, September 19, 2011

ผู้หญิงมีสิทธิ์เป็นผู้นำประเทศได้หรือไม่

          ในบทบัญญัติหรือตัวบทกฎหมายไม่ได้้ห้ามผู้หญิงเป็นผู้นำสูงสุดของประเทศนี้  เช่นในการเป็นนายกรัฐมนตรีคนแรกของไทยคือคุณยิ่งลักษณ์ ชินวัตร  ไม่ได้ห้ามไว้ หากห้ามไว้ก็เท่ากับขัดหลักการของความเท่าเทียมกันทางเพศ    ทำให้ผู้หญิงไม่มีสิทธิเท่าเทียมเหมือนผู้ชาย ยิ่งทำให้สั่นคลอนในประเทศที่ปกครองแบบประชาธิปไตย    และการที่นางสาวยิ่งลักษณ์ ใช้คำว่านางสาวนั้นก็ไม่ได้ผิดไปจากตัวบทกฎหมาย เพราะว่าในกฎหมายผู้หญิงแม้ว่าจะแต่งงานแล้วก็ตามสามารถใช้คำว่านางสาวได้ ไม่ได้เป็นเรื่องผิดกฎหมายแต่ประการใด     ในยุคสังคมโบราณที่คนในสังคมขาดความเท่าเทียมกัน ผู้หญิงมักเป็นข้าทาสแก่ผู้ชาย และมีอคติต่อเพศหญิงมาตั้งแต่โบราณกาลแล้ว   ซึ่งบางครั้งมีนักบวชท่านวิจารณ์โดยอ้างคำกล่าวยุคสมัยพุทธกาลนั้นก็อาจจะเหมาะสมในยุคนั้น   แต่ทว่าในยุคปัจจุบันสังคมทั่วโลกยอมรับกันว่าผู้หญิงสามารถเป็นผู้นำที่ดี และดีเหนือกว่าผู้ชายด้วยซ้ำ  เพราะผู้หญิงมีความละเอียดอ่อนกว่า, และหากมีจิตใจเข้มแข็งแบบผู้ชายหรือมีความมั่นคงในจิตใจก็ย่อมดีกว่าผู้ชายที่เป็นผู้นำแต่จิตใจเหมือนผู้หญิงที่มีความเอนเอียง, รักโลภโกรธหลงง่าย ฯลฯ   ซึ่งในปัจจุบันนี้คนทั่วโลกยอมรับการสตรีสามารถเป็นผู้นำได้     ไม่สำคัญว่าผู้หญิงนั้นเหมาะหรือไม่เหมาะในการเป็นผู้นำ  แต่ทว่าผู้หญิงหากมีผลงานดีแล้ว ก็สามารถเป็นผู้นำได้มีประสิทธิภาพเหนือกว่าผู้ชายด้วยซ้ำไป
           ในสังคมไทยเราก็พบว่าผู้นำผู้ชายที่แข็งแกร่ง หรือตรงไปตรงมามีความเข้มแข็งในการทำงานก็ยังถูกโค่นอำนาจจากคนที่มุ่งหวังในอำนาจ ที่มีจิตใจแบบผู้หญิงที่อ่อนแอ หรือมีจิตคิดริษยา  ซึ่งหมายความว่าไม่ใช่ลูกผู้ชาย เช่นการเหยียบบ่าเหยียบบ่าคนอื่นเพื่อก้าวสู่อำนาจ เป็นลักษณะที่ไม่ดี  แต่ผู้หญิงที่เป็นผู้นำอาจมีจิตใจเข้มแข็งราวเพศบุรุษ แต่มีความนุ่มนวลในบุคลิกลักษณะและอดทนต่อสิ่งยั่วยุได้ ก็สามารถเป็นผู้นำเหนือคนทั้งปวงได้   และปรากฎการณ์ทั่วโลกพบว่าผู้หญิงที่เป็นผู้นำสามารถทำงานมีผลงานมากมายหลายคน ไม่ได้เสื่อมเสียอย่างที่วิจารณ์ เช่นมาร์กาเร็ต แธชเชอร์ ผู้นำหญิงเหล็กแ่ห่งประเทศอังกฤษ      ดังนั้นการใช้เรื่องเล่าเก่าแก่โบราณนั้นก็อาจหมดยุดเพราะยุคปัจจุบันโลกมีการเปลี่ยนแปลงไปมาก   ผู้ติดยึดกับความเชื่อเก่า ๆ ก็อาจไม่ทันสมัยทันยุคแล้ว   ดังนั้นนักบวชในยุคปัจจุบันควรศึกษาความเป็นไปในสังคมของโลกนี้อย่างกว้างขวาง  มิใช่เชื่อตำราที่เขียนมาอย่างเดียว   โดยไม่ได้ศึกษาข้อเท็จจริง กลายเป็นลัทธิคาบคัมภีร์   เพราะหลักพระพุทธศาสนานั้นท่านไม่ให้เชื่ออะไรง่าย ๆ  เนื่องจากกาลเวลาของโลกเปลี่ยนไปอย่างมากมายมหาศาล  ดังนั้นควรจะยอมรับการเปลี่ยนแปลงตามกาลเวลาจึงจะถูกต้อง     ดังนั้นสิ่งสำคัญไม่ใช่ว่าผู้หญิงเหมาะหรือไม่เหมาะเป็นผู้นำประเทศ  แต่อยู่ที่ค่าของคนอยู่ที่ผลของงานมากกว่าความเป็นหญิงหรือเป็นชาย   เพราะไม่ว่าเพศใด ๆ ก้ตามก็ย่อมมีสิทธิและความเสมอเท่าเทียมกัน ไม่ได้มีการแบ่งชั้นขีดขั้นเหมือนในอดีตที่เคยเชื่องมงายกันมาเป็นเวลาพันปี  

No comments:

Post a Comment