Sunday, July 31, 2011

รัฐบาลเหมือนกับรถยนต์ ถนนเหมือนประชาธิปไตย แสงสว่างเหมือนการศึกษาประชาธิปไตย

 
    
          การขับเคลื่อนประชาธิปไตยไปสู่เป้าหมายนั้น สิ่งสำคัญคือรถยนต์ที่ใช้ขับเคลื่อนอยู่ที่การขับเคลื่อนโดยรัฐบาล ซึ่งหมายถึงบุคคลที่เป็นผู้นำในการขับเคลื่อนรัฐบาลนั้นจะต้องมีความสามารถในการขับขี่รถยนต์อย่างมีฝีมือ ซึ่งหมายถึงผู้นำรัฐบาล และบุคคลที่เป็นฝ่ายนิติบัญญัต และฝ่ายตุลาการ ซึ่งถ้าจะให้เห็นภาพดังนี้

     คนขับรถเปรียบเสมือนผู้นำรัฐบาล  ประชาธิปไตยเปรียบเสมือนท้องถนนที่ประชาชนสนับสนุนการขับเคลื่อนรถยนต์ของรัฐบาล และมีพรรคฝ่ายค้านทำหน้าที่ตรวจเช็คเครื่องยนต์ หากรถยนต์ที่ขับเป็นรถเก่าก็ย่อมขับเคลื่อนได้ช้าไปสุ่เป้าหมายได้ไม่รวดเร็ว  บางครั้งรถต้องออกมาจอดเพื่อซ่อมแซมรถยนต์หากถนนหนทางไม่ดีเกิดจากคนกลุ่มหนึ่งไม่ทำให้ถนนประชาธิปไตยไม่ราบเรียบ นั่นคือมีคนวางกับดักทำให้รถยนต์ที่จะวิ่งเข้าสู่เป้าหมายไม่ดี  เช่นการรัฐประหารเป็นการที่กลุ่มบุคคลได้ยึดรถคันนั้น เพราะมาจากการทำลายถนนประชาธิปไตยทำให้เป็นสิ่งกีดขวางรถยนต์ไม่ให้วิ่งสะดวก เหมือนกับการซ่อมแซมถนนของหลายแห่งต้องคอยซ่อมอยุ่เรื่อยทำให้ต้องเสียค่าใช้จ่ายอย่างมาก เพราะใช้ชิ้นส่วนรถยนต์ไม่ดี หรือไม่ยอมเปลี่ยนคันรถยนต์ที่พร้อมวิ่งไปสู่ถนนประชาธิปไตย
     ฝ่ายค้านเปรียบเสมือนคนตรวจซ่อมรถยนต์  เช่นควรคัดค้านว่ารถยนต์คันนี้วิ่งไม่ถูกทาง หรือวิ่งไม่ถูกฎกติกาบนท้องถนนประชาธิปไตย มิใช่กติกาบนท้องถนนเผด็จการ หากคนซ่อมรถยนต์เป็นช่างซ่อมไม่ดีคอยวางยาในการซ่อม  กับถนนที่เป็นหลุมเป็นบ่อก็ยิ่งทำให้รถค้นนี้ที่พยายามบำรุงรักษาจากเก่าให้ใหม่ขึ้นก็ไม่สามารถขับเคลื่อนไปได้ดี  หากฝ่ายค้านที่ดีควรเช็คเครื่องยนต์ตรงไปตรงมา เพื่อให้ประชาชนมองว่าฝ่ายค้านทำหน้าที่อย่างสร้างสรรค์ และทำให้ประชาชนสนับสนุนฝ่ายตรวจเช็ครถยนต์
     ฝ่ายนิติบัญญัติเปรียบเสมือนฝ่ายที่ร่างกติกาท้องถนนประชาฺธิิิปไตย  เพื่อให้ประชาชนเจริญก้าวหน้าจากการบัญญัิติกฎหมาย เช่นการทำป้ายบอกทาง,การตั้งไฟจราจร, การทำให้ถนนวิ่งได้อย่างราบรื่นไม่ติดขัด หากฝ่ายนิติบัญญัติออกกฎหมายที่ไม่ได้มาจากประชาชนก็เท่ากับว่าทำป้ายกติกาที่สับสน ประชาชนไม่เข้าใจกติกาที่เขึยนมาแอบแฝงซึ่งมิใช่กติกาที่ยอมรับร่วมกันหรือเป็นสากล หากวางกฎหมายไม่ดีก็เปรียบเสมือนวางลูกตุ้มถ่วงรถยนต์ที่จะวิ่งสู่ถนนประชาธิปไตยนั่นเอง
     ฝ่ายตุลาการเปรียบเสมือนฝ่ายตัดสินผิดถูกกติกาในท้องถนนประชาธิปไตย  หากตุลาการทำหน้าที่ดีมีมาตรฐาน ก็จะคอยดูว่าการพิจาณาว่ารถยนต์ที่ขับเคลื่อนโดยรัฐบาลมีการละเมิดกติกาของสังคมหรือไม่ หากทำไม่ถูกก็ต้องมีบทลงโทษ แต่ไม่กำหนดกติกาสองมาตรฐาน หรือใครมีความผิดไม่ว่าระดับใดในท้องถนนประชาธิปไตยก็จะถูกลงโทษ โดยไม่เลือกปฏิบัติ และยอมรับเสียงมติมหาชน หรือความต้องการของประชาชนเสียงส่วนใหญ่เป็นหลัก และพิทักษ์เสียงส่วนน้อยหากจำเป็น แต่ถ้าหากถนนประชาธิปไตยขลุกขลักรถยนต์รัฐบาลวิ่งไม่สะดวกก็จะทำให้เสียเวลาเป็นแน่แท้ ดังนั้นเมื่อรถยนต์ิรัฐบาลวิ่งเอนเอียง ฝ่ายตุลาการก็ต้องคอยให้รถคันนี้ไปเช็คศูนย์ถ่วงล้อเพราะรถไมได้ศูนย์ เมื่อขับรถไปอาจเป็นปัญหาเกิดอุบัติเหตุ
     ข้าราชการภาครัฐ,รัฐวิสาหกิจ และผู้ปฏิบัติงานภาคธุรกิจเปรียบเสมือนกลไกของรถยนต์ หากกลไกรถยนต์ไม่ดีก็ต้องคอยเปลี่ยนคอยซ่อม เพราะรู้ว่าไม่ซ่อมรถคันนี้คงวิ่งไม่ได้ไกล หรือไม่มีประสิทธิภาพ ดังนั้นรัฐบาลที่ขับเคลื่อนรถยนต์ต้องคอยตรวจซ่อมสม่ำเสมอ เช่นแบตเตอรี่เหมือนตัวชาร์ตไฟดีใหม่ เปรียบเสมือนผุ้สนับสนุนดีใหม,เครื่องยนต์ดีใหม, เพลาล้อช่วงล่างอยุ่ในสภาพที่วิ่งได้ดีหรือไม่  ดังนั้นกลไกเหล่านี้ต้องทำงานประสานกับท้องถนนประชาธิปไตยตามสภาพถนนที่เป็นอยู่
    การประชุมสภาผู้แทนราษฎร เปรียบเสมือนขบวนรถยนต์นั่งกันหลายคนที่ประกอบด้วยคณะรัฐบาล,ฝ่ายค้าน (ฝ่ายสร้างสรรค์) ฝ่ายนิติบัญญัติเปรียบเสมือนการปรึกษาหารือกันว่าจะขับรถยนต์ไปอย่างไรดี เช่นนโยบายของรัฐคือทิศทางของรถวิ่งไปดีใหม่ พยายามประคองให้รถที่ขับเคลื่อนโดยรัฐบาลไปสู่เป้าหมาย นั่นคือการค้านที่ไม่ใช่ทำลายรถ หรือร่วมกับสิ่งกีดขวางทางรถยนต์ทำให้หยุดชะงัก เพราะอาจไปชนเฉี่ยวรถเกิดอุบัติเหตุเสียหายต้องรอจอดซ่อม เสียทั้งเวลาและเงินทอง และการทำการรัฐประหารหากทำไม่ดีก็จะรื้ออะไหล่,ส่วนประกอบรถยนต์ผิดขนาดไม่เที่ยงตรง, และแสวงหาผลประโยชน์จากการรื้อรถยนต์คันนี้  ทำให้รถยนต์ประชาธิปไตยไม่สามารถขับเคลื่อนได้อย่างมีประสิทธิภาพ เท่ากับช่วยกันทำลายรถยนต์ และวางสิ่งกีดขวางไปในตัว
    งบประมาณหรือเศรษฐกิจเปรียบเสมือนน้ำมันรถยนต์ หากมีน้ำมันไม่ดีเพียงพอ เช่นมีคุณภาพต่ำทำให้การขับรถเดี๋ยวติดเดี๋ยวดับ ดังนั้นแรงสนับสนุนที่ทำให้รถยนต์วิ่งได้ดีคือน้ำมันที่มึคุณภาพ หรือรัฐบาลมีการกู้ยืมมากเกินไป ทำให้พลังขับเคลื่อนรัฐบาลไม่ก้าวไกล เพราะน้ำมันที่วิ่งขาดคุณภาพ หรือมีการปลอมปนน้ำมัน
     นักวิชาการ และสื่อมวลชนเปรียบเสมือนผู้ชี้แนะการวิ่งถนนประชาธิปไตย หากนักวิชาการที่ไม่จริงใจต่อประชาธิปไตยก็จะทำให้การวิจารณ์หรือการแนะนำไม่ดี ทำใ้ห้รถวิ่งหลงทาง หรือสับสน เพราะนักวิชาการชี้ทางผิด หรือไม่เข้าใจท้องถนนเนื่องจากไม่ได้ไปเห็นท้องถนนจริง มีแต่แผนที่เท่านั้น ทำให้เกิดความเห็นขัดแย้งกับประชาชนที่มีความต้องการไม่สอดคล้องกัน อันเนื่องจากถนนมีต่างระดับ (ชนชั้น) และถนนที่เป็นทางราบ และถนนที่เป็นโทล์เวย์
     สวัสดิการภาครัฐ เปรียบเสมือนกองทุนที่รัฐบาลสะสม และสนับสนุนสวัสดิการภาครัฐ มีการกระจายรายได้ เปรียบเสมือนรถยนต์รัฐบาลขับขี่ปลอดภัยเพราะมีเงินเติมน้ำมัน และมีน้ำมันคุณภาพ และทำให้ัรถยนต์คันนี้ขับไปช่วยประชาชนได้อย่างกว้างขวาง และมีถนนหลายสายที่เป็นประชาธิปไตย
     ประชาชนเปรียบเสมือนคนที่อยู่ตามท้องถนน ตามจังหวัด,อำเภอ,หมู่บ้าน  ซึ่งได้รับผลดีจากการปกครองแบบประชาธิปไตยในการที่รถรัฐบาลเข้าถึงประชาชน มีการกระจายรายได้ การให้โอกาส
 และส่งเสริมให้เข้าใจในท้องถนนประชาธิปไตย เพื่อประชาชนจะได้รู้ถนนหนทางที่ไปสุ่เป้าหมาย รวมทั้งเศรษฐกิจด้วย
     ระบบการศึกษาเปรียบเสมือนแสงสว่างทางเดินถนนประชาธิปไตย  หากท้องถนนไม่ราบเรียบหรือแสงสว่างไม่พอเพียง บางแห่งเป็นที่มืด ทำให้ผู้นำขับเคลื่อนรถยนต์หรือรัฐบาลไม่สามารถขับได้ด้วยความปลอดภัย ดังนั้นระบบการศึกษาจึงควรที่นักวิชาการควรช่วยกันออกมาติดหลอดตามเสาไฟฟ้าที่เสียให้ชัดเจน ไปทั้งท้องถนน อย่าให้ถนนมืดคลื้มทำให้แสงสว่างไม่พอเพียง และทำให้ประชาชนไม่รู้เส้นทางที่จะก้าวไปกับถนนประชาธิปไตยได้อย่างดี และขาดปัญญาประชาธิปไตยได้
      โดยสรุป ประชาธิปไตยที่ดีต้องมีคนขับรถเก่ง เศรษฐกิจดีเปรียบเสมือนใช้น้ำมันมีคุณภาพ มีน้ำมันเกินพอในการใช้, ทหารเป็นรั้วของชาติไม่ใช่เอารั้วมากั้นถนนเสียเองทำให้เป็นอุปสรรคต่อถนนประชาธิปไตย, หากขับไม่เก่งก็ให้มืออาชีพเขาขับอย่าคิดว่าตนเองเก่งไปทุกเรื่อง, ฝ่ายค้านตรวจสอบเช็คเครื่องรถยนต์เสมอ, ฝ่ายนิติบัญญัติออกกติกาทำให้รถยนต์ขับไปด้วยความปลอดภัย ไม่ขลุกขลักล่าช้า, ฝ่ายตุลาการตัดสินดูว่าล้อรถยนต์วิ่งดีใหม ต้องถ่วงล้อให้เที่ยงตรง, ประชาชนต้องสนใจท้องถนนประชาธิปไตยร่วมกันตรวจสอบถนน และดูแลร่วมกันทุกฝ่ายเชื่อว่าประชาธิปไตยจะนำไปสู่ความเจริญรุ่งเรือง และรำ่รวยไปทุกคน แต่หากประเทศคนยังยากจนมากอยู่ก็แสดงว่ารถยนต์ยังวิ่งอยู่ในถนนที่มีเครื่องกีดขวางอยู่ร่ำไป และทำให้รถต้องซ่อมเสียอยู่ประจำ ทำให้ชาติขาดความมั่นคง ประชาชนขาดความมั่งคั่ง แต่เป็นเพียงคนบางกลุ่มร่ำรวยมากมายภายใต้แวดล้อมคนจนทั้งประเทศ หรืออาจจะทำให้เกิดโจรเต็มบ้านเต็มเมืองไปหมด คนชั้นสูงจะอยู่ได้อย่างไรในสภาพแวดล้อมที่มั่นคงได้อย่างไร

No comments:

Post a Comment